อปัณณกชาดก
ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงสาวกแห่งพวกเดียรถีย์ ผู้เป็นสหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีใจความอันพิศดารว่า
วันหนึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ชวนเพื่อนผู้เป็นสาวกเดียรถีย์จำนวน ๕๐๐ คน ไปยังวัดพระเชตวัน เพื่อถวายเครื่องนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ อันประกอบไปด้วยดอกไม้และของหอมใช้เป็นเครื่องบูชา ถวายนํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อยเพื่อใช้ทำยารักษาโรค และถวายผ้าไตร จีวรใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม
ครั้งถึงเวลาอันสมควร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา ทำให้เหล่าเดียรถีย์เลื่อมใส ละทิ้งลัทธิเดิมของตนและหันมายึดถือพระองค์เป็นที่พึ่ง ต่างพากันเข้าวัด ฟังธรรม ให้ทาน และรักษาศีลพร้อมกับท่านเศรษฐีอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ พวกเดียรถีย์สหายแห่งท่านเศรษฐีก็พากันหันกลับไปนับถือลัทธิเดิมของพวกตนอีก
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับมาจำพรรษา ณ วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงพาเหล่าเพื่อนเดียรถีย์ ไปถวายเครื่องนมัสการเช่นปกติ พร้อมทั้งกราบทูลเรื่องดังกล่าวให้ทรงทราบความโดยตลอด จึงตรัสถามเหล่าเดียรถีย์ว่า
“ ได้ยินว่าพวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ ๓ เสีย แล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะจริงหรือ ”
เมื่อเหล่าสาวกเดียรถีย์รับว่าเป็นความสัตย์ ลำดับนั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนาอันมีเนื้อความว่า
“ ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในโลกธาตุเบื้องล่างจดอเวจีมหานรก เบื้องบนจดภวัคคพรหม และตามขวางหาประมาณมิได้ จะหาบุคคลใดประกอบด้วยพระคุณอันอเนก เช่น ศีลเป็นต้น ที่ยิ่งไปกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นย่อมไม่มี
ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้มีจำนวนมากประมาณใด นับตั้งแต่ที่ไม่มีเท้าก็ตาม มี ๒ เท้าก็ตาม มี ๔ เท้าก็ตาม มีเท้ามากก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเลิศที่สุด
อันทรัพย์ที่เป็นเครื่องปลื้มใจแห่งชนทั้งหลายในโลกนี้หรือโลกใดๆ จะเสมอด้วยพระพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่มี
บุคคลจะเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประเสริฐ ย่อมไม่บังเกิดในนรก พ้นจากการเกิดในอบาย และยังจะได้เกิดในเทวโลก ได้เสวยมหาสมบัติ เพราะเหตุใด “
เมื่อพวกเดียรถีย์ได้ฟังพระธรรมเทศนาดั้งนี้ ก็เกิดสำนึกตนได้ว่า ตนได้กระทำสิ่งอันไม่สมควรเลย
บัณฑิตพึงแสดงพระสูตรเหล่านี้ว่า
“ ชนใดถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงสงฆ์เป็นสรณะ ชนนั้นจะไม่เข้าถึงอบายภูมิ และเมื่อตายจากโลกนี้ไป ย่อมเข้าถึงทิพยสมบัติ
มนุษย์ส่วนใหญ่ เมื่อถูกภัยคุกคาม มักยึดภูเขาบ้าง ป่า อาราม และต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ ว่าเป็นที่พึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม อันอุดม เขาเหล่านั้นย่อมไม่สามารถที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เลย
ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา คือ เห็นทุกข์ และตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ (คือสมุทัย) และผ่านพ้นซึ่งทุกข์เหล่านั้นได้ เข้าถึงพระนิพพาน (คือนิโรธ) ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ฉะนี้แลจึงถือเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอันเกษม อันอุดม โดยเหตุที่อาศัยอริยสัจ ๔ นี้ เขาเหล่านั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ “
" ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ชื่อว่าพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน ธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน สังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ย่อมให้โสดาปัตติมรรค ย่อมให้โสดาปัตติผล ย่อมให้สกทาคามิมรรค ย่อมให้สกทาคามิผล ย่อมให้อนาคามิมรรค ย่อมให้อนาคามิผล ย่อมให้อรหัตมรรค ย่อมให้อรหัตผล "
ครั้นทรงแสดงธรรมแล้ว จึงตรัสว่า พวกท่านผละจากสรณะ คือที่พึ่งอันประเสริฐถึง เป็นการกระทำอันไม่สมควรเลย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น