วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
อันภัทรกัปนี้นับว่า...ประเสริฐยิ่งนัก
อันภัทรกัปนี้นับว่า...ประเสริฐยิ่งนัก
กกุสนธ์แซ่สร้าง หนึ่งโกนา
องค์หนึ่งพระกัสสปา เจื่องเจ้า
โคตมจิ่งเจียนคลา วางศาสานาเอ่
เชิญเสวยรสเข้า ม่อนน้อมทูลถวาย
สี่องค์นี้พ้นพ่วง สงสาร
นิโรธรสนิพพาน โมดมล้าง
ยังพระอาไรยนาม ลงโลก นี้หนอ
จักบอกบทข้อบค้าง แต่หื้อนานนิพพาน
คัดจาก : โคลงนิราศหริภุญชัย
(ประเสริฐ ๒๕๑๖ม ๑๕๑ - ๑๕๓๗)
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
อุปบัติ ณ โลกี
น้องเอย วิสัยสัตว์
อุปบัติ ณ โลกี
สุขทุกข์ก็จำมี
ตะละอย่างบวางวาย
จากหนังสือ อุปบัติ ณ โลกี (BORN TO THIS WORLD)
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาีรี
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555
๑. อปัณณกชาดก (๒)
อปัณณกชาดก (๒)
ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันธรรมเอกที่ผู้เจริญหมั่นปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือพุทธานุสสติ ดังนี้”
“ ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มนุษย์ถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่สรณะ ว่าเป็นสรณะ ด้วยการคาดคะเนอย่างผิดๆ จนต้องตกเป็นอาหารของยักษ์ ส่วนมนุษย์ผู้ยึดถือความชอบธรรมแน่นอน ได้ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ “
ลำดับนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอัญชลีพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลขอให้ทรงอรรถาธิบายความข้างต้นให้กระจ่าง
ลำดับนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอัญชลีพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลขอให้ทรงอรรถาธิบายความข้างต้นให้กระจ่าง
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ ดูก่อนอนาถบิณฑิกเศรษฐี เราบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ ด้วยระยะเวลาอันยาวนานเกินกว่าจะประมาณได้ และได้ตรัสรู้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ ก็เพื่อจะตัดความสงสัยแห่งชาวโลก ต่อจากนี้ ขอให้ท่านจงตั้งใจสดับฟัง สิ่งซึ่งระหว่างภพชาติได้ปกปิดเอาไว้นี้ด้วยความตั้งใจเถิด... “
“ ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ครองราชย์อยู่ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสิกรัฐ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เกิดอยู่ในตระกูลพ่อค้าเกวียน ได้เที่ยวเดินทางระหว่างเมืองเพื่อค้าขายด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ครั้งนั้นมีบุตรพ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง มีเกวียน ๕๐๐ เล่ม แต่เป็นคนเขลาเบาปัญญา
ทั้งพระโพธิสัตว์และบุตรพ่อค้าเกวียน ต่างเตรียมบรรทุกสินค้ามีค่า ที่ได้มาจากเมืองพาราณสีจนเต็มตลอดเกวียน ๕๐๐ เล่มนั้น
ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้าเกวียนจะออกเดินทางไปพร้อมกับเรา เมื่อเกวียนพันเล่มไปพร้อมกัน ทางก็จะไม่พอสัญจร ฟืนและนํ้าซึ่งเราและลูกน้องต้องใช้ก็ดี หรือหญ้าสำหรับเป็นอาหารของโคก็ดี จะขาดแคลนไม่พอเพียง จึงไปปรึกษากับบุตรพ่อค้าเกวียนว่าจะให้ขบวนของผู้ใดได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
ฝายบุตรพ่อค้าเกวียนคิดว่า หากเราล่วงหน้าไปก่อนย่อมดีกว่า เพราะหนทางยังเรียบดี ดินยังไม่แตกเลย ส่วนพวกโคก็จะได้กินหญ้าสด ลูกน้องก็จะเก็บผักได้มาก มาใช้เป็นอาหาร แหล่งนํ้าก็ยังใส และเมื่อไปถึงเมืองก่อนก็สามารถตั้งราคาสินค้าได้ตามชอบใจ คิดได้ดังนั้นจึงกล่าวตอบพระโพธิสัตว์ว่า จะขอนำขบวนเกวียนของตนล่วงหน้าไปก่อน
ส่วนพระโพธิสัตว์เห็นต่างจากบุตรพ่อค้าเกวียนว่า การเดินทางไปที่หลังดีกว่า เพราะพวกที่เดินทางไปก่อนหน้าย่อมได้ปรับทางสัญจรให้เรียบดีแล้ว พวกโคขบวนก่อนหน้าจะกินหญ้าที่แก่และแข็งเหลือหญ้าก่อนและอร่อยให้แก่โคของเรา ส่วนผักของเราก็เป็นต้นที่งอกใหม่ซึ่งมีรสอร่อย ในที่ที่ไม่มีนํ้าพวกเขาก็จะขุดบ่อน้ำขึ้น เราก็จะได้ดื่มนํ้าในบ่อที่บุตรพ่อค้าเกวียนและลูกน้องได้ขุดเอาไว้
การตั้งราคาสินค้า เปรียบเหมือนการปลงชีวิตมนุษย์ เมื่อเราเดินทางถึงเมือง เราจะขายสินค้าตามราคาที่บุตรพ่อค้าเกวียนได้ตั้งเอาไว้ไป พระโพธิสัตว์เห็นประโยชน์ของการไปที่หลังดังนี้จึงบอกให้บุตรพ่อค้าเกวียนออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
บุตรพ่อค้าเกวียน ออกเดินทางพร้อมด้วยกองเกวียนทั้ง ๕๐๐ นั้น ไปสู่ถิ่นอันกันดารชื่อว่ากันดารมีอยู่ ๕ อย่าง คือ
- กันดารเพราะโจร
- กันดารเพราะสัตว์ร้าย
- กันดารเพราะขาดนํ้า
- กันดารเพราะอมนุษย์
- กันดารเพราะอาหารน้อย
เมื่อบุตรพ่อค้าเกวียนเดินทางเข้าสู่ถิ่นกันดาร ยักษ์ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่นั้นคิดว่า “ เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้ ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้หมดเรียวแรงแล้วจับกินเสีย “ จึงเนรมิตรถเทียมด้วยโคพลิพัทหนุ่มสีขาวปลอด รอบๆมีอมนุษย์แปล่งร่างเป็นคนทั้งสิ้น ๑๒ คน ตามร่างกายประดับบัวอุบลและบัวโกมุท ถือกำบัวปทุมและบัวบุณฑริก ปากเคี้ยวเหง้าบัว เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยนํ้าและโคลน มือถือโล่และอาวุธอื่นๆ นั่งมาบนรถเทียมนั้น ทำทีเป็นเดินทางสวนมา แล้วถามบุตรพ่อค้าเกวียนว่า
“ พวกท่านจะไปไหน “
ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวตอบยักษ์ว่า
“ ท่านผู้เจริญ พวกเรามาจากเมืองพาราณสี พวกท่านประดับร่างกายด้วยบัวอุบลและบัวโกมุท ถือบัวประทุมและบัวบุณฑริก ปากเคี้ยวเหง้าบัว ตัวก็เปียกชุ่มไปด้วยนํ้าและโคลน ท่านทั้งหลายเดินทางผ่านมาจากที่มีฝนตกมากและมีสระน้ำอันเต็มไปด้วยบัวหรอ “
ยักษ์ : “ สหาย ท่านพูดอะไร ที่นั่นเป็นป่าอันเขียวขจี มีนํ้าอยู่ทั่วไป ฝนตกเป็นประจำ มีสระนํ้าดารดาษด้วยบัว “ และถามบุตรพ่อค้าต่อไปว่า “ สหาย แล้วในเกวียนเหล่านี้บรรทุกสินค้าอะไรบ้าง “
ยักษ์ : “ สหาย ท่านพูดอะไร ที่นั่นเป็นป่าอันเขียวขจี มีนํ้าอยู่ทั่วไป ฝนตกเป็นประจำ มีสระนํ้าดารดาษด้วยบัว “ และถามบุตรพ่อค้าต่อไปว่า “ สหาย แล้วในเกวียนเหล่านี้บรรทุกสินค้าอะไรบ้าง “
บุตรพ่อค้าจึงตอบกลับไปว่า “ มีสินค้าชื่อนี้ๆ และเกวียนหลังสุดที่น้ำหนักมากนั้นได้บรรทุกน้ำมาด้วย”
ยักษ์ : “ สหาย เกวียนบรรทุกน้ำอันหนักอึ้ง ทำให้พวกท่านเดินทางด้วยความล่าช้า ทางข้างหน้ามีแหล่งน้ำจำนวนมาก ท่านไม่จำเป็นต้องน้ำไปติดขบวนไปด้วยอีก จงเททิ้งเสียที่นี่เถิด ”
ฝ่ายพ่อค้าเกวียนผู้เขลา เมื่อได้ฟังคำสาธยายดังกล่าวของยักษ์ก็มีใจหลงเชื่อ จึงให้ลูกน้องทุบตุ่มน้ำทั้งหลายทิ้งจนหมด ไม่เหลือนํ้าแม้แต่ฝ่ามือเดียว แล้วขับเกวียนไปจนกระทั่งพลบค่ำก็ยังไม่พบแหล่งน้ำและอาหาร จึงได้พากันนอนสลบไสลด้วยความเหนื่อยล้า คืนนั้นเองเหล่ายักษ์ทั้งหลายได้ออกมาจากนครยักษ์ และฆ่าโคและมนุษย์ทั้งหมดเพื่อเป็นอาหาร ส่วนเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มถูกทิ้งไว้ที่เดิมนั้น
กล่าวได้ว่า ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงความพินาศ เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาเพียงคนเดียว "
การพิจารณาอาหาร ๘ ประการ
บุคคลพิจารณาอาหาร(บิณฑบาต)โดยแยบคายด้วยวิธี ๘ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. บริโภคอาหารมิใช่เพื่อเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา
( ข้อนี้อธิบายว่า “เราบริโภคอาหารอย่างละโมบ เราแข็งแรง เราชอบกีฬาที่ดุเดือด เล่นรุนแรง แข่งขันกับผู้อื่นและวิ่ง” เหล่านี้หมายถึง เล่น, “หลงตัวเองและไม่พอใจปรียบได้กับคนที่มีความโกรธทุบตีผู้อื่น” เหล่านี้หมายถึง มัวเมา )
๒. บริโภคอาหารมิใช่เพื่อผิดพรรณสวยงาม
๓. บริโภคอาหารมิใช่เพื่อให้อ้วนพี
๔. บริโภคอาหารเพียงเพื่อดำรงรักษากายนี้
๕. บริโภคอาหารเพียงเพื่อระงับความหิว
๖. บริโภคอาหารเพียงเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์
๗. บริโภคอาหารด้วยความพอใจแต่ของเล็กน้อย
๘. บริโภคอาหารโดยปราศจากโทษและอยู่ด้วยความผาสุข
วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555
อานุภาพแห่งการสวดมนต์
อานุภาพการสวดมนต์และเสียงสาธุการ
สมัย ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่บนดอยปะหร่อง (เชียงใหม่) กับพระอาจารย์มนู ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาต พอให้พรเสร็จ ท่านได้สอนให้ชาวบ้านกล่าวสาธุพร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นข้างบนเหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่างั้น
วันหนึ่ง ท่านนั่งพักในส่วนที่ทำเป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขาจิตรกูฏ มาถามท่านว่า
"เสียงสาธุ สาธุนั้น สาธุอะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพทั้งหลายได้ฟัง มีความสุขไปตามๆ กัน"
ท่านมาพิจารณาว่า เสียงอะไร ที่ไหน จึงระลึกได้ว่า เสียงสาธุการของชาวบ้านตอนถวายทานนั่นเอง
พอรับทราบแล้วพวกเทพก็กล่าวว่า "เขาก็สาธุการด้วย" แล้วทำประทักษิณเวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพเขาจะทำอย่างนั้น
ท่านพระอาจารย์มั่น เลยมาพิจารณาต่อได้ความว่า
พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรของพระสงฆ์เช้า เย็น หรือชาวพุทธทุกคน
สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล
สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล
สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล
สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล
แม้ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านลงไปถึงชั่วขณะชั่วครู่หนึ่ง ดีกว่า หาความสุขไม่ได้เลยตลอดกาล
นี้คืออานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่นว่าอย่างนี้ ...
.................................................................................................
ที่มา เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๑ จากหนังสือ "รำลึกวันวาน" โดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ
วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555
อุปสรรคของศีล ๓๔ ประการ
ธรรม ๓๔ ประการอันเป็นอุปสรรคของศีล
๑. โกรธ
๒. พยาบาท
๓. หลอกลวง
๔. ปฏิฆะ
๕. โลภ
๖. ริษยา
๗. มารยา
๘. สาไถย
๙. อรติ
๑๐. วิวาท
๑๑. มานะ
๑๒. อหังการ
๑๓. อติมานะ
๑๔. ปมาทะ
๑๕. เกียจคร้าน
๑๖. ราคะ
๑๗. ไม่สันโดษ
๑๘. ไม่คบบัณฑิต
๑๙. ไม่มีสติ
๒๐. สามหาว
๒๑. คบคนพาล
๒๒. มิจฉาญาณ
๒๓. มิจฉาทิฏฐิ
๒๔. ไม่มีขันติ
๒๕. ไม่มีศรัทธา
๒๖. ไม่มีหิริ
๒๗. ไม่มีโอตัปปะ
๒๘. ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
๒๙. ต่ำทราม
๓๐. มั่วสุมกับสตรี
๓๑. ไม่เคารพครูอาจารย์
๓๒. ไม่สำรวมอินทรีย์
๓๓. ไม่ปฏิบัติสมาธิในยามต้นและยามสุดท้าย
๓๔. ไม่สาธยายธรรมในยามต้นและยามสุดท้าย
ที่มา : คัมภีร์วิมุตติมรรค “ศีลปริจเฉท”
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555
๑. อปัณณกชาดก (๑)
อปัณณกชาดก
ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภถึงสาวกแห่งพวกเดียรถีย์ ผู้เป็นสหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีใจความอันพิศดารว่า
วันหนึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ชวนเพื่อนผู้เป็นสาวกเดียรถีย์จำนวน ๕๐๐ คน ไปยังวัดพระเชตวัน เพื่อถวายเครื่องนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ อันประกอบไปด้วยดอกไม้และของหอมใช้เป็นเครื่องบูชา ถวายนํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อยเพื่อใช้ทำยารักษาโรค และถวายผ้าไตร จีวรใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม
ครั้งถึงเวลาอันสมควร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงพระธรรมเทศนา ทำให้เหล่าเดียรถีย์เลื่อมใส ละทิ้งลัทธิเดิมของตนและหันมายึดถือพระองค์เป็นที่พึ่ง ต่างพากันเข้าวัด ฟังธรรม ให้ทาน และรักษาศีลพร้อมกับท่านเศรษฐีอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ พวกเดียรถีย์สหายแห่งท่านเศรษฐีก็พากันหันกลับไปนับถือลัทธิเดิมของพวกตนอีก
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับมาจำพรรษา ณ วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงพาเหล่าเพื่อนเดียรถีย์ ไปถวายเครื่องนมัสการเช่นปกติ พร้อมทั้งกราบทูลเรื่องดังกล่าวให้ทรงทราบความโดยตลอด จึงตรัสถามเหล่าเดียรถีย์ว่า
“ ได้ยินว่าพวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ ๓ เสีย แล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะจริงหรือ ”
เมื่อเหล่าสาวกเดียรถีย์รับว่าเป็นความสัตย์ ลำดับนั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนาอันมีเนื้อความว่า
“ ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในโลกธาตุเบื้องล่างจดอเวจีมหานรก เบื้องบนจดภวัคคพรหม และตามขวางหาประมาณมิได้ จะหาบุคคลใดประกอบด้วยพระคุณอันอเนก เช่น ศีลเป็นต้น ที่ยิ่งไปกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นย่อมไม่มี
ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้มีจำนวนมากประมาณใด นับตั้งแต่ที่ไม่มีเท้าก็ตาม มี ๒ เท้าก็ตาม มี ๔ เท้าก็ตาม มีเท้ามากก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเลิศที่สุด
อันทรัพย์ที่เป็นเครื่องปลื้มใจแห่งชนทั้งหลายในโลกนี้หรือโลกใดๆ จะเสมอด้วยพระพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่มี
บุคคลจะเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประเสริฐ ย่อมไม่บังเกิดในนรก พ้นจากการเกิดในอบาย และยังจะได้เกิดในเทวโลก ได้เสวยมหาสมบัติ เพราะเหตุใด “
เมื่อพวกเดียรถีย์ได้ฟังพระธรรมเทศนาดั้งนี้ ก็เกิดสำนึกตนได้ว่า ตนได้กระทำสิ่งอันไม่สมควรเลย
บัณฑิตพึงแสดงพระสูตรเหล่านี้ว่า
“ ชนใดถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงสงฆ์เป็นสรณะ ชนนั้นจะไม่เข้าถึงอบายภูมิ และเมื่อตายจากโลกนี้ไป ย่อมเข้าถึงทิพยสมบัติ
มนุษย์ส่วนใหญ่ เมื่อถูกภัยคุกคาม มักยึดภูเขาบ้าง ป่า อาราม และต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ ว่าเป็นที่พึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม อันอุดม เขาเหล่านั้นย่อมไม่สามารถที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เลย
ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง เห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา คือ เห็นทุกข์ และตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ (คือสมุทัย) และผ่านพ้นซึ่งทุกข์เหล่านั้นได้ เข้าถึงพระนิพพาน (คือนิโรธ) ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ฉะนี้แลจึงถือเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอันเกษม อันอุดม โดยเหตุที่อาศัยอริยสัจ ๔ นี้ เขาเหล่านั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ “
" ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ชื่อว่าพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน ธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน สังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ย่อมให้โสดาปัตติมรรค ย่อมให้โสดาปัตติผล ย่อมให้สกทาคามิมรรค ย่อมให้สกทาคามิผล ย่อมให้อนาคามิมรรค ย่อมให้อนาคามิผล ย่อมให้อรหัตมรรค ย่อมให้อรหัตผล "
ครั้นทรงแสดงธรรมแล้ว จึงตรัสว่า พวกท่านผละจากสรณะ คือที่พึ่งอันประเสริฐถึง เป็นการกระทำอันไม่สมควรเลย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)