อปัณณกชาดก (๒)
ว่าด้วยการรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันธรรมเอกที่ผู้เจริญหมั่นปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือพุทธานุสสติ ดังนี้”
“ ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มนุษย์ถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่สรณะ ว่าเป็นสรณะ ด้วยการคาดคะเนอย่างผิดๆ จนต้องตกเป็นอาหารของยักษ์ ส่วนมนุษย์ผู้ยึดถือความชอบธรรมแน่นอน ได้ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ “
ลำดับนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอัญชลีพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลขอให้ทรงอรรถาธิบายความข้างต้นให้กระจ่าง
ลำดับนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอัญชลีพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลขอให้ทรงอรรถาธิบายความข้างต้นให้กระจ่าง
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ ดูก่อนอนาถบิณฑิกเศรษฐี เราบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ ด้วยระยะเวลาอันยาวนานเกินกว่าจะประมาณได้ และได้ตรัสรู้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ ก็เพื่อจะตัดความสงสัยแห่งชาวโลก ต่อจากนี้ ขอให้ท่านจงตั้งใจสดับฟัง สิ่งซึ่งระหว่างภพชาติได้ปกปิดเอาไว้นี้ด้วยความตั้งใจเถิด... “
“ ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ครองราชย์อยู่ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสิกรัฐ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เกิดอยู่ในตระกูลพ่อค้าเกวียน ได้เที่ยวเดินทางระหว่างเมืองเพื่อค้าขายด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ครั้งนั้นมีบุตรพ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง มีเกวียน ๕๐๐ เล่ม แต่เป็นคนเขลาเบาปัญญา
ทั้งพระโพธิสัตว์และบุตรพ่อค้าเกวียน ต่างเตรียมบรรทุกสินค้ามีค่า ที่ได้มาจากเมืองพาราณสีจนเต็มตลอดเกวียน ๕๐๐ เล่มนั้น
ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้าเกวียนจะออกเดินทางไปพร้อมกับเรา เมื่อเกวียนพันเล่มไปพร้อมกัน ทางก็จะไม่พอสัญจร ฟืนและนํ้าซึ่งเราและลูกน้องต้องใช้ก็ดี หรือหญ้าสำหรับเป็นอาหารของโคก็ดี จะขาดแคลนไม่พอเพียง จึงไปปรึกษากับบุตรพ่อค้าเกวียนว่าจะให้ขบวนของผู้ใดได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
ฝายบุตรพ่อค้าเกวียนคิดว่า หากเราล่วงหน้าไปก่อนย่อมดีกว่า เพราะหนทางยังเรียบดี ดินยังไม่แตกเลย ส่วนพวกโคก็จะได้กินหญ้าสด ลูกน้องก็จะเก็บผักได้มาก มาใช้เป็นอาหาร แหล่งนํ้าก็ยังใส และเมื่อไปถึงเมืองก่อนก็สามารถตั้งราคาสินค้าได้ตามชอบใจ คิดได้ดังนั้นจึงกล่าวตอบพระโพธิสัตว์ว่า จะขอนำขบวนเกวียนของตนล่วงหน้าไปก่อน
ส่วนพระโพธิสัตว์เห็นต่างจากบุตรพ่อค้าเกวียนว่า การเดินทางไปที่หลังดีกว่า เพราะพวกที่เดินทางไปก่อนหน้าย่อมได้ปรับทางสัญจรให้เรียบดีแล้ว พวกโคขบวนก่อนหน้าจะกินหญ้าที่แก่และแข็งเหลือหญ้าก่อนและอร่อยให้แก่โคของเรา ส่วนผักของเราก็เป็นต้นที่งอกใหม่ซึ่งมีรสอร่อย ในที่ที่ไม่มีนํ้าพวกเขาก็จะขุดบ่อน้ำขึ้น เราก็จะได้ดื่มนํ้าในบ่อที่บุตรพ่อค้าเกวียนและลูกน้องได้ขุดเอาไว้
การตั้งราคาสินค้า เปรียบเหมือนการปลงชีวิตมนุษย์ เมื่อเราเดินทางถึงเมือง เราจะขายสินค้าตามราคาที่บุตรพ่อค้าเกวียนได้ตั้งเอาไว้ไป พระโพธิสัตว์เห็นประโยชน์ของการไปที่หลังดังนี้จึงบอกให้บุตรพ่อค้าเกวียนออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
บุตรพ่อค้าเกวียน ออกเดินทางพร้อมด้วยกองเกวียนทั้ง ๕๐๐ นั้น ไปสู่ถิ่นอันกันดารชื่อว่ากันดารมีอยู่ ๕ อย่าง คือ
- กันดารเพราะโจร
- กันดารเพราะสัตว์ร้าย
- กันดารเพราะขาดนํ้า
- กันดารเพราะอมนุษย์
- กันดารเพราะอาหารน้อย
เมื่อบุตรพ่อค้าเกวียนเดินทางเข้าสู่ถิ่นกันดาร ยักษ์ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่นั้นคิดว่า “ เราจักให้พวกมนุษย์เหล่านี้ ทิ้งน้ำที่บรรทุกมาเสีย ทำให้หมดเรียวแรงแล้วจับกินเสีย “ จึงเนรมิตรถเทียมด้วยโคพลิพัทหนุ่มสีขาวปลอด รอบๆมีอมนุษย์แปล่งร่างเป็นคนทั้งสิ้น ๑๒ คน ตามร่างกายประดับบัวอุบลและบัวโกมุท ถือกำบัวปทุมและบัวบุณฑริก ปากเคี้ยวเหง้าบัว เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยนํ้าและโคลน มือถือโล่และอาวุธอื่นๆ นั่งมาบนรถเทียมนั้น ทำทีเป็นเดินทางสวนมา แล้วถามบุตรพ่อค้าเกวียนว่า
“ พวกท่านจะไปไหน “
ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียนกล่าวตอบยักษ์ว่า
“ ท่านผู้เจริญ พวกเรามาจากเมืองพาราณสี พวกท่านประดับร่างกายด้วยบัวอุบลและบัวโกมุท ถือบัวประทุมและบัวบุณฑริก ปากเคี้ยวเหง้าบัว ตัวก็เปียกชุ่มไปด้วยนํ้าและโคลน ท่านทั้งหลายเดินทางผ่านมาจากที่มีฝนตกมากและมีสระน้ำอันเต็มไปด้วยบัวหรอ “
ยักษ์ : “ สหาย ท่านพูดอะไร ที่นั่นเป็นป่าอันเขียวขจี มีนํ้าอยู่ทั่วไป ฝนตกเป็นประจำ มีสระนํ้าดารดาษด้วยบัว “ และถามบุตรพ่อค้าต่อไปว่า “ สหาย แล้วในเกวียนเหล่านี้บรรทุกสินค้าอะไรบ้าง “
ยักษ์ : “ สหาย ท่านพูดอะไร ที่นั่นเป็นป่าอันเขียวขจี มีนํ้าอยู่ทั่วไป ฝนตกเป็นประจำ มีสระนํ้าดารดาษด้วยบัว “ และถามบุตรพ่อค้าต่อไปว่า “ สหาย แล้วในเกวียนเหล่านี้บรรทุกสินค้าอะไรบ้าง “
บุตรพ่อค้าจึงตอบกลับไปว่า “ มีสินค้าชื่อนี้ๆ และเกวียนหลังสุดที่น้ำหนักมากนั้นได้บรรทุกน้ำมาด้วย”
ยักษ์ : “ สหาย เกวียนบรรทุกน้ำอันหนักอึ้ง ทำให้พวกท่านเดินทางด้วยความล่าช้า ทางข้างหน้ามีแหล่งน้ำจำนวนมาก ท่านไม่จำเป็นต้องน้ำไปติดขบวนไปด้วยอีก จงเททิ้งเสียที่นี่เถิด ”
ฝ่ายพ่อค้าเกวียนผู้เขลา เมื่อได้ฟังคำสาธยายดังกล่าวของยักษ์ก็มีใจหลงเชื่อ จึงให้ลูกน้องทุบตุ่มน้ำทั้งหลายทิ้งจนหมด ไม่เหลือนํ้าแม้แต่ฝ่ามือเดียว แล้วขับเกวียนไปจนกระทั่งพลบค่ำก็ยังไม่พบแหล่งน้ำและอาหาร จึงได้พากันนอนสลบไสลด้วยความเหนื่อยล้า คืนนั้นเองเหล่ายักษ์ทั้งหลายได้ออกมาจากนครยักษ์ และฆ่าโคและมนุษย์ทั้งหมดเพื่อเป็นอาหาร ส่วนเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มถูกทิ้งไว้ที่เดิมนั้น
กล่าวได้ว่า ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดถึงความพินาศ เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาเพียงคนเดียว "